Land
Rover Index... |
| Series |
รถต้นแบบ
Pototype |
1947 |
| |
Series I |
1948
- 1958 |
| |
SerieII , SerieIIA ,
SerieIIB |
1958
- 1971 |
| |
SerieIII |
1971
- 1983 |
| |
Stage 1 / Defender |
1979
- Now |
| Range Rover |
Range Rover I |
1970
- 1996 |
| |
Range Rover II |
1994
- 2001 |
| |
Range Rover III |
2001
- 2006 |
| |
Range Rover Sport |
2006
- Now |
| Discovery |
Discovery I |
1989
- 1997 |
| |
Discovery II |
1998 - 2004 |
| |
Discovery III |
2004 - Now |
| Free Lander |
Free Lander I |
1997
- 2006 |
| |
Free Lander II |
2006
- Now |
| Spacial LR |
Tomb Raider |
|
| |
Military |
|
| |
Forward Control |
|
| |
Light Weight |
|
| |
Fire |
|
| |
Rescue |
|
| |
Other |
|
|
|
|
ประวัติรถแลนด์โรเวอร์
Land Rover History
แลนด์โรเวอร์
ถือกำเนิดขึ้นเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สองนี่เอง ไม่ใช่รถที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานจนเป็นตำนานหรือผ่านสมรภูมิสงครามมาโชกโชนเหมือน
รถจิ๊บ อเมริกัน ที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกันดี
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง แม้นยังกฤษจะเป็นหนึ่งในประเทศฝ่ายชนะ
แต่ก็ย้ำแย่โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เสียหายยับเยินโรงงานผลิตรถยนต์ก็ไม่ได้อยู่ในข่ายยกเว้นสภาพเช่นนี้แหละที่เป็นจุดกำเนิดของ
Land Rover ขณะนั้นเป็นปี ค.ศ. 1947 แลนโรเวอร์ยังเป็นบริษัทเล็กๆ
และ ได้รับความเสียหายจากสงครามเหมือนกัน เจ้าของ แลนด์โรเวอร์
คือนาย มอริช วิลค์ ตัดสินใจตั้งโรงงานผลิตขึ้นใหม่ทงภาคเหนือของแคว้นเวลส์
หรือที่เรารู้จักกันในนาม Solihull เจตจำนงของ มอริช วิลค์
ในตอนนั้น ขอเพียงผลิตยานพาหนะที่เคลื่อนที่ได้ ใช้งานบรรทุกคนบรรทุกของได้
เพื่อแก้ปัญหาภาวะความขาดแคลน
จึงมิได้บรรจงพิถีพิถันออกแบบรถให้สวยงามแต่อย่างใด ต้องการให้เป็นรถสารพัดประโยชน์กับงานด้านต่างๆ
รวมทั้งเกษตรกรรมตามท้องไร่ท้องนา ดูๆ ไปก็เหมือนกับที่ไทยเราผลิต
รถอีแต๋น ออกมาใช้นั่นแหละ
การผลิตรถยนต์ขึ้นใหม่นั้นไม่ใช่ของง่าย แม้นแลนด์โรเวอร์จะเป็นบริษัทผลิตรถยนต์อยู่แล้ว
โดยเฉพาะด้านโครงสร้างที่เรียกกันว่า แซสซี หรือ คัสซี
นั้น ด้วยภาวะรีบด่วน จึงเอาแบบแชสซีรถจิ๊บของอเมริกันมาใช้ทั้งดุ้น
ส่วนตัวเก๋งนั้นส่วนใหญ่รถจิ๊บจะเปิดหลังคาโล่งๆ แต่แลนด์โรเวอร์
ออกแบบให้มีหลังคาครอบมิดชิดอยู่หลายแบบ คงเป็นเพราะในอังกฤษมีฝนตกอยู่เสมอ
เรียกว่าชาวเมืองผู้ดีกลัวเป็นหวัด
ว่างั้นเถอะ !
แต่ก็ได้มีการแบ่งที่นั่งเป็นตอนเดี่ยวบ้างสองตอนบ้าง
สามตอนบ้าง เพื่อให้ใช้งานได้หลายรูปแบบ และยังสามารถดัดแปลงเพื่อใช้ประโยชน์
ได้หลายอย่าง เช่น ใช้เป็นเครื่องสูบน้ำ ใช้บรรทุกพืชผลทางการเกษตร
หรือแม้กระทั่งดัดแปลงเป็นรถดับเพลิง ก็มี..
แต่ในภาวะหลังสงครามทุกอย่างก็ขาดแคลนรวมทั้งเหล็กด้วย นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ตัวถังของแลนด์โรเวอร์
ใช้อะลูมิเนียมแทนเหล็ก แม้จะไม่แข็งแรงแต่ก็มีข้อดีคือไม่เป็นสนิม
และเบากว่า ศูนย์ถ่วงของรถแลนด์โรเวอร์ จึงค่อนข้างดี คือช่วงล่างหนักช่วงบนเบา
ในยุคแรกๆ ทางแลนด์โรเวอร์ ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กแรงม้าต่ำวิ่งได้ไม่เร็ว
หลักจากเริ่มผลิตได้สองปี กับรถจำนวน 16,000 คัน มอริช วิลค์
ก็คงไม่ได้คาดการณ์ว่า แลนด์โรเวอร์จะยืนยาวมาจนถึงวันนี้
เพราะตั้งใจผลิตเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจริงๆ แต่แล้วจำนวนการผลิตก็ขึ้นไปถึง
1,400,000 คัน จำหน่ายออกไปทั่วโลก
การทิ่แลนด์โรเวอร์ ผลิตออกมาขายได้เรื่อยๆ เป็นเพราะประสิทธิภาพของรถ
และราคาในสมัยนั้นถือว่าค่อนข้างถูก ที่ว่าประสิทธิภาพติดใจผู้ใช้ก็เพราะเป็นรถขับเคลื่อนได้
4 ล้อ มีเกียร์ขับได้ทั้ง 4 ล้อเร็ว (4 high) และ 4 ล้อช้า
(4 low) แบบ ทดกำลังสูง ล้อของแลนด์ เป็นวงกว้างใหญ่ขนาด 16
นิ้ว วิ่งได้ไม่เร็วแต่ลุยได้เยี่ยมยอด ประกอบกับมีแชสซีที่หนักมากกว่า
1.5 ตัน ทำให้ลุยป่าฝ่าโคลนเลน หรือทะเลทรายได้อย่างน่ามหัศจรรย์
ส่วนเรื่องราคานั้นสมัยที่เริ่มผลิตใหม่ๆ คงจะย่อมเยาว์จริง
ๆ จึงได้รับการต้อนรับจาก ทั่วโลก รวมทั้งองค์การระหว่างประเทศต่างๆ
สั่งซื้อไปใช้ในงานพัฒนา แต่ขณะนี้แลนด์โเวอร์ ไม่ใช่รถราคาถูกอีกต่อไปแล้ว
ราคาดูจะเห็นว่าอยู่ในกลุ่มรถราคาแพงทั้งๆ ที่ขายในประเทศของตัวเอง
รถแลนด์ รุ่นที่เอามาเทียบราคานี้เป็นรถยุคใหม่แล้วมีการปรับปรุงหลายๆ
อย่าง ช่วงล่างด้านหน้าเปลี่ยนจากคานแข็ง เป็น คอล์ย สปริง
/ ถุงลม ทำให้นุ่มนวลขึ้น วงเลี้ยวแคบลง ปรับปรุงเครื่องยนต์
เฟืองท้าย และเกียร์ใหม่ ทำให้วิ่งได้เร็วขึ้น มั่นคงขึ้น
จนทำให้แทบไม่รู้สึกว่าขับเร็วแค่ไหนแล้ว
ในเมืองไทยเรา รถ Land Rover เริ่มเข้ามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948
คือไม่ทันถึงปีหลังจากเริ่มผลิต ผู้สั่งเข้าเป็นบริษัทชาวอังกฤษชื่อ
SERVICE GARAGE แต่หลังจากนั้นผู้ที่ทำให้แลนด์ เป็นรถที่แพร่หลายมาในเมืองไทยคือ
BUTLER & WEBSTER เพราะ นอกจากลูกค้าเป็นชาวบ้านทั่วไปแล้ว
ยังขายให้หน่วยงานใหญ่ๆ และราชการมาก คนรุ่นก่อนคงจะจำกันได้ว่าสมัยนั้นรถตำรวจใช้
แลนด์ Serie I ออกตรวจ และยังเป็นดัดแปลงเป็นรถดับเพลิง รถพยาบาลด้วย
นอกนั้นก็ยังมีกรมทางหลวง กรมป่าไม้ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรธรณี
เทศบาลต่างๆ กระทรวงกลาโหม ทั้งทางกองทัพไทย ซึ่งมีการออกแบบสีรถตามเหล่าขึ้นมาใช้เฉพาะในประเทศไทยและยังมีธนาคารต่างๆ
ใช้เป็นรถขนเงินเป็นต้น
สิ่งที่ได้รับยามขับรถแลนด์เสมอๆ คือประวัติศาสตร์แห่งการพัฒนา
และการเดินทางไปเยียวยา ความเจ็บปวดของผู้ด้อยโอกาส
ที่เต็มไปด้วยความลำบากทุกข์ยากจากความยากจน
ในถิ่นทุรกันดาร ห่างไกลความเจริญ แต่ไม่เคยมีที่ไหนที่รถเก่าๆ
อย่าง Land Rover
จะไปไม่ถึง สมกับคำว่า "The Go Anywhere
Vehicle " จริงๆ ครับ...ภูมิใจ
| ลำดับการสร้างรถ
Land Rover |
- 1947: รถต้นแบบ
(Pototype)
)ถูกผลิตขึ้นโดยมีพื้นฐานมาจาก Jeep Willy แต่มีพวงมาลัยอยู่ตรงกลาง
โดยจุดประสงค์แรกเพื่อใช้ในงานเกษตร

1948-1958: Series One (SI) Land Rover

Land Rover รุ่น 80" SWB กับเครื่องยนต์ขนาด
1.6L ถูกนำมาแสดงครั้งแรกในงาน Amsterdam motor
show เมื่อ 30 เมษายน ปี 1948 เป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อแบบถาวร
(4x4 full time) ไฟด้านหน้าอยู่ด้านหลังตะแกรง หรือที่เรียกว่ากระจังหน้า
(radiator grille )
- 1949: รุ่น
80" Station-wagon
- 1949: Land-Rovers
คันแรกถูกใช้ในรายการทดสอบ Snowy Mountains Hydro-Electric
Scheme (SMHEA).
- 1949: ย้ายไฟหน้าออกมาอยู่ด้านหน้ากระจัง
- 1950: เพิ่มเติมเป็น
4x4 Part Time
- 1951: เริ่มใช้เครื่องยนต์ขนาด
2 ลิตร และ รุ่น 80" แบบ station wagon เลิกผลิต
- 1952: เปลี่ยนมือจับที่เปิดประตู
, ใช้กระจังหน้าเป็นแบบตระแกรงตัว T กลับหัว, ไฟเลี้ยวมาอยู่ที่แก้ม
- 1953: เริ่มผลิต
รุ่น 107" และ SWB ที่มีความยาว 86".
- 1954: Station
wagon เริ่มนำกลับมาใช้ใหม่
- 1955: เพิ่มที่นั่งเป็น
10 ที่ในรุ่น LWB station wagon (เรียกมันว่า"Meccano")
- 1956: เพิ่มความยาวฐานล้ออีก
2" ในรุ่น 88" และ109" ยกเว้นไว้รุ่น 107"
SW ที่ไม่ได้เพิ่ม
- 1957: เพิ่ม
Optional เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2 ลิตร ในรุ่นLWB.
-
- 1958-1961:
Series Two (SII) Land Rover
-
1958: ในเดือนเมษายน S2 ผลิตออกสู่ตลาด โดยใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด
2.25 ลิตร แต่ก็ยังมีบางล็อตที่ยังคงใช้เครื่องยนต์ขนาด
2 ลิตรอยู่
- 1959: รุ่น
109" station wagon แบบ 10 ที่นั่ง เริ่มผลิต
- 1959: LR
มีจำนวนรถที่ผลิตออกสู่ตลาดจำนวน 250,000 คัน ในเดือน
พฤศจิกายน
- 1961: เพิ่มเติมเครื่องยนต์ดีเซล
2.25 ลิตร
- 1961-1971:
Series Two A (SIIA) Land Rover
ขนาดเครื่องยนต์เบนซิน และดีเซล 2.25 ลิตร1962:
รุ่น LWB station wagon 12 ที่นั่ง แต่มีปัญหาเรื่องภาษีที่ต้องจดเป็นรถบัส
- 1962: Forward
Control Land Rover เริ่มผลิต
1965: ดำเนินการออกแบบรถต้นแบบของ Military Lightweight.
- 1966: เพิ่ม
Optional เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.6 ลิตร 6 สูบ
ในรุ่น LWB และ FC เพื่อเพิ่มสมรรถนะให้ FC (series
2B) ในขณะนั้น มี LR ผลิตออกมาจำหน่ายจำนวน 500,000
คันแล้ว
- 1967: เปลี่ยนหน้าปัดมาตรวัดต่างๆ
และมอเตอร์ปัดน้ำฝนเป็นแบบใช้ตัวเดียว
- 1968: ไฟหน้าย้ายมาอยู่ด้านข้างบริเวณแก้มทั้งสองข้าง
ในรถส่งออก
- 1968: Military
Lightweight 88" รถที่ใช้ในราชการทหารที่สามารถเคลื่อนย้ายทางอากาศได้
- 1969: เพิ่มความแข็งแรงให้เพลาท้ายในรุ่น
LWB
- 1970: ไฟหน้าย้ายมาอยู่ด้านข้างบริเวณแก้มทั้งสองข้าง(รุ่นปี
1968 ขึ้นไป)
- 1970: Range Rover
เริ่มดำเนินการ (รายละเอียดด้านล่าง)
-
-
- 1971-1983:
Series three (SIII) Land Rover
- 1971: ในเดือนตุลาคม
Series 3 เริ่มผลิต โดยใช้เกียร์แบบ synchromesh
ถึงตอนนี้ LR ผลิตรถออกมาแล้วทั้งหมด 750,000 คัน
- 1972: เพิ่มความแข็งแรงให้เพลาท้ายในรุ่น
LWB
- 1972: SIII
ในรุ่น Military Lightweight เริ่มผลิต
- 1972: Military
101" Forward Control เริ่มต้นด้วยเครื่องยนต์ขนาด
3.5 ลิตร V8, เกียร์ LT95 4-speed full-time 4WD.
- 1974: Land
Rover หยุดนำรถเข้าอเมริกา ( เริ่มอีกครั้งกับ RR
ในปี 1987)
- 1976: มิถุนายน
LR ผลิตออกมาเป็น1,000,000 คัน
-
- 1979-1985:
Land Rover SIII Stage-1
ยังคงใช้แหนบในรุ่น LWB (109") เครื่องยนต์เบนซินขนาด
3.5 ลิตร V8, เกียร์ LT95 4-speed full-time 4WD
และยังมีรุ่นเฉพาะที่จำหน่ายในออสเตรเรีย ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล
Isuzu 3.9L 4BD1 4สูบ
- 1981: Camel
Trophy เริ่มเอา Range Rover มาใช้
- 1983: Land
Rover 110, คอยล์สปิง LWB (110")
- 1984: Land
Rover 90, คอยล์สปิง SWB (ความยาวฐานล้อจริงคือ
92.9").
- 1988:
British Aerospace ซื้อกิจการของ Rover
Group.
- 1989: Land
Rover Discovery
เริ่มแนะนำสู่ตลาด
-
- 1990: Camel
Trophy เริ่มนำ Land Rover Discovery มาใช้
- 1990: Land
Rover Defender
90, 110, 130 ถูกเพิ่ม Cab ด้านหลัง

-
- 1994:
Rover Group ถูกขายให้ BMW
- 1994
ในเดืนกันยายน Range Rover ปรับโฉมใหม่
- 1996: กระทรวงกลาโหมของอังกฤษ
สั่งซื้อ Land Rover XD110 และ XD90 (XD - eXtra
Duty) 8000 คัน โดยกำหนดส่งตั้งแต่ปี 1996-2000
และรุ่น XD130 แบบรถพยาบาล อีก 800 คัน
- 1996 เดิอนกุมภาพันธ์
Range Rover Classic รุ่นสุดท้ายเลิกผลิต
- 1997: รถรุ่นใหม่ในรหัส
CB40 ถูกผลิตในชื่อ Freelander
และออกขายในอังกฤษในปลายปีเดียวกัน และถูกนำไปใช้ในรายการแข่งขัน
Camel Trophy ในปี 1998
- 1999 เดือนกันยายน
ชื่อของ Rover Group หายไปจากตลาดรถยนต์ยกเว้นในเรื่องของกฏหมาย
และระบบบัญชีเท่านั้น อำนาจสั่งการมาจาก BMW และรื้อโครงสร้างเก่าออกทั้งหมด
- 2000
เดือนมีนาคม BMW ตัดสินใจขาย Landrover ให้กับ Ford
ในราคา 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ รถแลนด์ดรเวอร์ถัดมาก็ถูกดูแลโดยกลุ่มที่เรียกว่า
`Phoenix' ซึ่งมีความหมายถึง Range Rover ในรุ่นถัดไป
ก็เหมือนนก ฟีนิกซ์ ที่ฟื้นคืนชีพขึ้มาอีกครั้ง
- 2000,
July 1: Ford ควบคุมกิจการทั้งหมดของ Land Rover.
Range
Rover
- 1970:
Range Rover,เครื่องยนต์เบนซินขนาด
3.5 ลิตร V8, ความยาวฐานล้อ 100" WB, 4-speed แบบธรรมดา,
4WD แบบถาวร, ระบบ centre diff', ช่วงล่าง coil
springs
1981: เริ่มผลิตรุ่น 4 ประตู
- 1982: เพิ่ม
เกียร์โอดตเมติกแบบ 3-speed
- 1983: เพิ่มเกียร์ธรรมดาแบบ
5-speed
- 1985: เปลี่ยนเครื่องยนต์แบบหัวฉีด
3.5L V8.
- 1986: เครื่องยนต์
VM 2.4L 4-cyl turbo-diesel เป็น option (ไม่นิยมใน
Australia).
- 1987: เริ่มส่งรถเข้าไปขายในอเมริกาอีกครั้ง
- 1989: เริ่มส่งรถเข้าไปขายในแคนาดาเป็นครั้งแรก
- 1989: เปลี่ยนเครื่องยนต์ขนาด
3.9L V8.
- 1990: เปลี่ยนเครื่องยนต
VM 2.5L turbo-diesel.
- 1992: เพิ่มระบบช่วงล่างเป็นแบบถุงลมอิเล็กทรอนิกส์,
ABS, electronic traction control และอื่นๆ (200
series Tdi ถูเข้ามาประจำการแทนรุ่น VM diesel option.)
- 1992: Vogue
SE, 3.9 V8, ขนาดฐานล้อ 2540mm (100"), Vogue LSE,
3.9 V8, ขนาดฐานล้อ 2743mm (108") (4.2L V8 มีขายใน
UK เท่านั้น) และมี 2.5L Tdi ดีเซลเข้ามาเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง
- 1994: เพิ่มถุงลมนิรภัย
ด้านที่นั่งคนขับ และผู้โดยสาร นอกจากนี้ยังมี เครื่องยนต์
300Tdi มาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
1994 Sept 29: New Range Rover released,

(ชื่อรหัส Pegasus) ในขนาดฐานล้อ 108", electronic
air suspension, ABS, traction control, 5-speed
manual เกียร์รุ่น (R380) หรือ 4-speed auto เป็นต้น
-
- 4.0
V8, base and SE.
- 2.5
TD, base and DSE, (เครื่องยนต์ 6 สูบ turbo
diesel ของ BMW ).
- 4.6
V8 HSE (มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติเท่านั้น)
- 1995: ในเดือนพฤศจิกายน
Range Rover ในแบบคลาสสิกจะทำการเลิกผลิตทั้งหมด
- 1996: เดือนกุมภาพันธ์
หยุดการผลิต Range Rover คลาสสิก
- 2001
ปลายปี New Range Rover III
ก็นำออกขายโดยมีพื้นฐานมาจาก BMW X5 กับช่วงล่างอิสระสี่ล้อ
เครื่องยนต์เบนซิน BMW V8 และ diesel
- 2002 มกราคม:
Range Rover III นำแสดงในงาน Detroit Motor Show.
- 2002, วันที่
11 กรกฏาคม Range Rover ถูกผลิตจำหน่ายรวมทุกรุ่นจำนวน
500,000 คัน
Land
Rover Discovery
- 1989: ในวันอังคารที่
12 กันยายน Land Rover Discovery
ถูกนำแสดงในงาน Frankfurt Motor Show เป็นครั้งแรก
ด้วยระบบช่วงล่าง Coil sprung, full-time 4WD, 5-speed
manual LT77 gearbox, LT230T transfer case, locking
centre diff, ความยาวฐานล้อ 100" เครื่องยนต์ขนาด
3.5L V8 และ 2.5 (4cyl) TDi โดยเป็รถแบบ 2 ประตเท่านั้นู
- 1993: เพิ่มเครื่องยนต์เบนซิน
4 สูบ 1994cc Mpi
- 1994: เพิ่มเครื่องยนต์เบนซิน
3.9L V8 และ 2.5 (4cyl) TDi, 2 ประตู และแบบ 4 ประตู,
5-speed manual (R380) และแบบ 4-speed auto, air-bag
ในด้านคยขับ และสำหรับผู้ดดยสารเป็น option
- 1998 กันยายน
เปลี่ยนชื่อรหัสของ Discovery เป็น Tempest โดยมีเครื่องยนต์
4.0L V8 หรือ 5สูบTd5 diesel, ความกว้างความยาวของตัวรถมีมากกว่ารุ่นเดิม
Freelander
I ( 1997 -2006 )
- 1997: รหัสรุ่น
CB40 ถูกอวดโฉมในนามของ
Freelander I โดยมีโครงสร้างตัวถังแบบ
Monocoque ไร้ คัสซี ขนาดกระทัดรัด เป็นคู่แข่งของ
Toyota RAV4 และ Honda CR-V ได้เป็นอย่างดี
- 2000 : สิงหาคม
เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร V6 และ 2 ลิตร Td4 diesel
เริ่มออกขายทั้งในอังกฤษ และอเมริกา
Freelander II ( 2006 - Now)
2006 : กรกฏาคม Free Lander II ก็ได้ถูกผลิตออกมาจำหน่าย
โดยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นกว่า 200 Kg ด้วยเครื่อง
- เบนซิน 3.2 litre, V6, 171kW, 240Nm, 11.2L/100km
- ดีเซล 2.2 litre, 4-cyl, turbocharged, 118kW,
400Nm, 7.5L/100km
ซึ่งยังคงจัดจำหน่ายมาจนถึงปัจจุบัน
|
|